วิชาธรรม (และคิหิปฏิบัติ)
โฆษณา -- (ขาย อาหารเสริม) --ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา blog
ธรรมมีอุปการะมาก ๒
๑.
สติ (ความระลึกได้ มีความหมายโดยทั่วไปคือ
จำการที่ได้ทำและคำที่ได้พูดแล้ว แม้นานได้)
๒.
สัมปชัญญะ (ความรู้ตัว)
อธิบาย สติ คือความระลึกได้ คือ ระลึกในสิ่งอันเป็นกุศล
ทั้งที่ล่วงไปแล้ว เช่นใน “อนุสสติ”
ทั้งที่เป็นปัจจุบัน เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออก(อานาปานัสสติ) และทั้งที่เป็นอนาคต
เช่น ความตาย(มรณัสสติ) ส่วนสัมปชัญญะ คือความรู้ตัว คือรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา เช่น
รู้ว่าขณะนี้กำลังนั่ง กำลังคิด กำลังพูด เป็นต้น (เป็นธรรมซึ่งช่วยไม่ให้พลั้งเผลอ
ไม่ให้ประมาทในชีวิต)
ธรรมเป็นโลกบาล
หรือธรรมคุ้มครองโลก ๒
๑.
หิริ (ความละอายแก่ใจ)
๒.
โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป หรือความชั่ว)
อธิบาย หิริ เป็นภาวะทางใจ คือละอายใจที่จะทำความชั่ว หรือบาป
ส่วนโอตตัปปะ เป็นภาวะทางสังคม คือเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าทำความชั่ว
เพราะกลัวถูก(สังคม)ลงโทษ ซึ่งหากขาดธรรมทั้ง ๒ นี้ โลกก็จะสับสนวุ่นวาย
ธรรมอันทำให้งาม ๒
๑.
ขันติ (ความอดทน)
๒.
โสรัจจะ (ความเสงี่ยม)
อธิบาย ผู้มีธรรมทั้ง ๒ นี้ย่อมเป็นที่เจริญตาเจริญใจของผู้คนทั้งหลาย
ประดุจประพรมด้วยของหอม และดอกไม้ กล่าวคือ ขันติ คือความอดทนอดกลั้นไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
ส่วนโสรัจจะ คือความเสงี่ยม รู้จักสำรวมกาย วาจา หรืออินทรีย์ทั้ง ๖
ไม่แสดงอาการทุรนทุราย ย่อท้อต่ออุปสรรคนั้น
บุคคลหาได้ยาก ๒
๑.
บุพการี (บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน)
๒.
กตัญญูกตเวที (บุคคลผู้รู้อุปการะ แล้วตอบแทนคุณท่าน)
อธิบาย บุคคลทั้ง ๒ นี้ ได้ชื่อว่าหาได้ยาก
เพราะด้วยความขัดสน และตระหนี่ถี่เหนียว จึงเป็นการยากที่จะอุปการะซึ่งกันและกัน
หรือคิดจะตอบแทนคุณท่านก็ทำได้ยาก เพราะด้วยความขันสนอีกเช่นกัน ผู้เป็นบุพการี
เช่น มารดาบิดาอุปการะบุตร เจ้านายอุปการะลูกน้อง ครูอาจารย์อุปการะลูกศิษย์
ส่วนกตัญญูกตเวที ก็กลับกัน คือ บุตร ลูกน้อง ศิษย์ เป็นต้น
รัตนะ ๓
๑.
พระพุทธเจ้า
๒.
พระธรรม
๓.
พระสงฆ์
อธิบาย รัตนะ หรือรัตนตรัย คือแก้ว ๓ ดวง
ประกอบด้วยพระพุทธเจ้า ๑ พระธรรม ๑ และพระสงฆ์ ๑
คุณของรัตนะ ๓
๑.
พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อน
แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย
๒.
พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติตาม
ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
๓.
พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วสอนให้ผู้อื่นกระทำตามด้วย
อธิบาย คุณของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม
และพระสงฆ์ เรียกว่า คุณของรัตนะ
อาการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
๓
๑.
ทรงสั่งสอน
เพื่อให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น
๒.
ทรงสั่งสอนมีเหตุ
ที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้
๓.
ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์
คือผู้ปฏิบัติตาม ย่อมได้ประโยชน์โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ
อธิบาย ในสมัยพุทธกาล มีคณาจารย์เจ้าลัทธิต่าง ๆ
และบริวารอยู่มากมาย พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนด้วยอาการทั้ง ๓ นี้ จนคณาจารย์
และบริวารเหล่านั้นหันมานับถือพระพุทธศาสนา และทำให้พระพุทธศาสนายั่งยืนมาจนทุกวันนี้
โอวาทของพระพุทธเจ้า
๓
๑.
เว้นจากทุจริต
คือประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
๒.
ประกอบสุจริต
คือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
๓.
ทำใจของตนให้หมดจด(ผ่องแผ้ว)จากเครื่องเศร้าหมองใจ
มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น
อธิบาย คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่า
โอวาทของพระพุทธเจ้า หรือพุทโธวาท มีอยู่ ๓ ประการ
ทุจริต ๓
๑.
กายทุจริต (ประพฤติชั่วด้วยกาย คือ ๑.ฆ่าสัตว์
๒.ลักทรัพย์ ๓.ประพฤติผิดในกาม)
๒.
วจีทุจริต (ประพฤติชั่วด้วยวาจา คือ ๑.พูดเท็จ
๒.พูดส่อเสียด ๓.พูดคำหยาบ ๔.พูดเพ้อเจ้อ)
๓.
มโนทุจริต (ประพฤติชั่วด้วยใจ คือ ๑.โลภอยากได้ของเขา
๒.พยาบาทปองร้ายเขา ๓.เห็นผิดจากคลองธรรม)
อธิบาย ความประพฤติชั่ว หรือประพฤติไม่ดี เรียกว่า
ทุจริต มีอยู่ ๓ อย่าง
สุจริต ๓
๑.
กายสุจริต (ประพฤติชอบด้วยกาย คือ ๑.ไม่ฆ่าสัตว์
๒.ไม่ลักทรัพย์ ๓.ไม่ประพฤติผิดในกาม)
๒.
วจีสุจริต (ประพฤติชอบด้วยวาจา คือ ๑.ไม่พูดเท็จ
๒.ไม่พูดส่อเสียด ๓.ไม่พูดคำหยาบ ๔.ไม่พูดเพ้อเจ้อ)
๓.
มโนสุจริต (ประพฤติชอบด้วยใจ คือ ๑.ไม่โลภอยากได้ของเขา
๒.ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๓.เห็นชอบตามคลองธรรม)
อธิบาย ความประพฤติชอบ หรือประพฤติดี เรียกว่า สุจริต
มีอยู่ ๓ อย่าง
อกุศลมูล ๓
๑.
โลภะ (อยากได้ของเขา)
๒.
โทสะ (คิดประทุษร้ายเขา)
๓.
โมหะ (หลงไม่รู้จริง)
อธิบาย รากเหง้าของอกุศล หรือความไม่ดี เป็นต้นเหตุ
หรือมูลเหตุ ให้คนทำความชั่ว เรียกว่า อกุศลมูล
กุศลมูล ๓
๑.
อโลภะ (ไม่อยากได้ของเขา)
๒.
อโทสะ (ไม่คิดประทุษร้ายเขา)
๓.
อโมหะ (ไม่หลงงมงาย)
อธิบาย รากเหง้าของกุศล หรือความดี เป็นต้นเหตุ
หรือมูลเหตุ ให้คนทำความดี เรียกว่า กุศลมูล
สัปปุริสบัญญัติ ๓
๑.
ทาน (สละสิ่งของของตน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น)
๒.
ปัพพัชชา (ถือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน)
๓.
มาตาปิตุอุปัฏฐาน (ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข)
อธิบาย ข้อที่สัตบุรุษ หรือบัณฑิต หรือคนดี ตั้งไว้
เรียกว่า สัปปุริสบัญญัติ หรือบัณฑิตบัญญัติ เป็นคุณสมบัติของคนดี
อปัณณกปฏิปทา ๓
๑.
อินทรียสังวร (สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
๒.
โภชเน
มัตตัญญุตา
(รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอสมควร ไม่มากไม่น้อย)
๓.
ชาคริยานุโยค (ประกอบความเพียร เพื่อจะชำระใจให้หมดจด
ไม่เห็นแก่นอนมากนัก)
อธิบาย ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด คือปฏิบัติแล้วไม่ผิด
เรียกว่า อปัณณกปฏิปทา
บุญกิริยาวัตถุ ๓
๑.
ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน คือ
สละให้ปันแก่ผู้ควรให้ปัน แยกเป็น ๑. อามิสทาน และ ๒. ธรรมทาน)
๒.
สีลมัย (บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล คือ รักษา กาย วาจา
ให้ปกติเรียบร้อย ไม่ละเมิดข้อที่ทรงห้าม)
๓.
ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา แยกเป็น ๑.
จิตตภาวนา และ ๒. ปัญญาภาวนา)
อธิบาย หลักการทำบุญ โดยย่อมีอยู่ ๓
สามัญญลักษณะ
หรือไตรลักษณะ ๓
๑.
อนิจจตา (ความเป็นของไม่เที่ยง คือ เกิดขึ้นในเบื้องต้น
แปรปรวนในท่ามกลาง และแตกสลายในที่สุด)
๒.
ทุกขตา (ความเป็นทุกข์ คือ
ความทนอยู่ตามสภาพเดิมไม่ได้ เป็นอาการที่ทนได้ยาก)
๓.
อนัตตตา (ความเป็นของไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของตน
ไม่สามารถบังคับให้เป็นดังใจหวัง และต้องการได้)
อธิบาย ลักษณะที่มีอยู่เสมอเหมือนกันในสังขารทั้งปวง คือ
เครื่องปรุงแต่งกาย(กายสังขาร) ได้แก่ อัสสาสะปัสสาสะ
เครื่องปรุงแต่งวาจา(วจีสังขาร) ได้แก่ วิตก ความตรึก วิจาร ความตรอง เครื่องปรุงแต่ง
หรือความคิดปรุงแต่งจิต(จิตตสังขาร) ได้แก่ สังขารในขันธ์ ๕
และสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุ ๖ ทั้งที่มีวิญญาณครอง(อุปาทินนกสังขาร) ได้แก่
มนุษย์ และสัตว์ และไม่มีวิญญาณครอง(อนุปาทินนกสังขาร) เช่น เรือน ภูเขา ล้วนอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณะ
คือ เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง แล้วแตกสลายในที่สุด ไม่สามารถบังคับให้เป็นดังใจหวังและต้องการได้
วุฑฒิ ๔
๑.
สัปปุริสสังเสวะ (คบสัตบุรุษ)
๒.
สัทธัมมัสสวนะ (ฟังคำสั่งสอนของท่าน)
๓.
โยนิโสมนสิการะ (ตริตรองโดยอุบายที่ชอบ)
๔.
ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ประพฤติธรรมตามสมควรแก่ธรรม)
อธิบาย ธรรมอันเป็นเหตุแห่งความเจริญ เรียกว่า วุฑฒิ
จักร ๔
๑.
ปฏิรูปเทสวาสะ (อยู่ในประเทศอันสมควร)
๒.
สัปปุริสูปัสสยะ (คบสัตบุรุษ)
๓.
อัตตสัมมาปณิธิ (ตั้งตนไว้ชอบ)
๔.
ปุพเพกตปุญญตา (ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน)
อธิบาย ธรรมอันเป็นประดุจล้อรถ นำพาผู้ปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเป็นใหญ่
และไพบูลย์ด้วยโภคทรัพย์ คือ ข้าว น้ำ ทรัพย์ ยศ ชื่อเสียง และความสุข เรียกว่า
จักร
อคติ ๔
๑.
ฉันทาคติ (ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน)
๒.
โทสาคติ (ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน)
๓.
โมหาคติ (ลำเอียงเพราะโง่เขลา)
๔.
ภยาคติ (ลำเอียงเพราะกลัว)
อธิบาย ความลำเอียง หรืออคติ
เป็นอกุศลธรรมที่เป็นอันตรายต่อผู้อำนวยการยุติธรรม และนำความเสื่อมศรัทธามาสู่ผู้ประพฤติปฏิบัติ
อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่
๔
๑.
อดทนต่อคำสั่งสอนไม่ได้
๒.
เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง
๓.
เพลิดเพลินในกามคุณ
๔.
รักผู้หญิง
อธิบาย สิ่งอันเป็นศัตรู หรืออันตรายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ของพระภิกษุสามเณร
เรียกว่า อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่
ปธาน ๔
๑.
สังวรปธาน (เพียรระวังบาปไม่ให้เกิดขึ้นในสันดาน)
๒.
ปหานปธาน (เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว)
๓.
ภาวนาปธาน (เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน)
๔.
อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อม)
อธิบาย ความพากเพียร เรียกว่า ปธาน หรือ สัมมัปปธาน
อธิษฐานธรรม ๔
๑.
ปัญญา (ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้)
๒.
สัจจะ (ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง)
๓.
จาคะ (ความสละ สิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ)
๔.
อุปสมะ (ความสงบใจ จากสิ่งอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ)
อธิบาย ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ หรือตั้งไว้เป็นหลักใจ
เรียกว่า อธิษฐานธรรม
อิทธิบาท ๔
๑.
ฉันทะ (พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น)
๒.
วีริยะ (เพียรประกอบสิ่งนั้น)
๓.
จิตตะ (เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ)
๔.
วีมังสา (หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น)
อธิบาย ธรรมอันทำให้สำเร็จในสิ่งอันประสงค์
หรือสำเร็จสมดังประสงค์ เรียกว่า อิทธิบาท
credit เสื้อผ้าแฟชั่น

No comments:
Post a Comment