Monday, April 28, 2014

คิ หิ ป ฏิ บั ติ (ข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์)

คิ หิ ป ฏิ บั ติ (ข้อปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์)
ขายอาหารเสริม

กรรมกิเลส ๔ // อาหารเสริม
๑.      ปาณาติบาต  (ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง)
๒.    อทินนาทาน  (ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ฯ)
๓.     กาเมสุมิจฉาจาร  (ประพฤติผิดในกาม)
๔.     มุสาวาท  (พูดเท็จ)
อธิบาย  กรรม คือ การกระทำเครื่องเศร้าหมอง หรือการกระทำอันเป็นเหตุให้เศร้าหมอง เรียกว่า กรรมกิเลส

อบายมุข ๔ :: อาหารเสริม
๑.      ความเป็นนักเลงหญิง
๒.    ความเป็นนักเลงสุรา
๓.     ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน
๔.     ความคบคนชั่วเป็นมิตร
อธิบาย  ปากทางแห่งความฉิบหาย หรือเหตุที่ทำให้โภคทรัพย์ฉิบหาย เรียกว่า อบายมุข โดยย่อมีอยู่ ๔ || อาหารเสริม

โทษของความเป็นนักเลงหญิง ๕
๑.   ชื่อว่าไม่รักตัว
๒.  ชื่อว่าไม่รักลูกเมีย
๓.  ไม่เป็นที่วางใจของคนทั้งหลาย
๔.   ก่อการทะเลาะวิวาท
๕.   นำความฉิบหายมาให้

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔
๑.      อุฏฐานสัมปทา  (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น)
๒.    อารักขสัมปทา  (ถึงพร้อมด้วยการรักษา)
๓.     กัลยาณมิตตตา  (ความคบคนดีเป็นมิตร)
๔.     สมชีวิตา  (ความเลี้ยงชีวิตตามสมควร)
อธิบาย  ผู้หวังประโยชน์ในชาตินี้ หรือภพนี้ พึงบำเพ็ญ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์

สัมปรายิกัตถประโยชน์ ๔
๑.      สัทธาสัมปทา  (ถึงพร้อมด้วยศรัทธา)
๒.    สีลสัมปทา  (ถึงพร้อมด้วยศีล)
๓.     จาคสัมปทา  (ถึงพร้อมด้วยการบริจาคทาน)
๔.     ปัญญาสัมปทา  (ถึงพร้อมด้วยปัญญา)
อธิบาย  ผู้หวังประโยชน์ในชาติหน้า หรือภพหน้า พึงบำเพ็ญ สัมปรายิกัตถประโยชน์

มิตรเทียม ๔
๑.      คนปอกลอก
๒.    คนดีแต่พูด
๓.     คนหัวประจบ
๔.     คนชักชวนในทางฉิบหาย
ลักษณะคนปอกลอก
๑.      คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
๒.    เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก
๓.     เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน
๔.     คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว
ลักษณะคนดีแต่พูด
๑.      เก็บเอาของล่วงแล้ว มาปราศรัย
๒.    อ้างของที่ยังไม่มี มาปราศรัย
๓.     สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
๔.     ออกปากพึ่งมิได้
ลักษณะคนหัวประจบ
๑.      จะทำชั่วก็คล้อยตาม
๒.    จะทำดีก็คล้อยตาม
๓.     ต่อหน้าว่าสรรเสริญ
๔.     ลับหลังตั้งนินทา
ลักษณะคนชักชวนในทางฉิบหาย
๑.      ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒.    ชักชวนเที่ยวกลางคืน
๓.     ชักชวนมัวเมาในการเล่น
๔.     ชักชวนเล่นการพนัน
อธิบาย  มิตรเทียม หรือ มิตรปฏิรูป มีแต่จะนำความทุกข์ ความฉิบหาย มาสู่เพื่อน พึงหลีกเลี่ยงอย่าคบ

มิตรแท้ ๔
๑.      มิตรมีอุปการะ
๒.    มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
๓.     มิตรแนะนำประโยชน์
๔.     มิตรมีความรักใคร่
ลักษณะมิตรมีอุปการะ
๑.      ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๒.    ป้องกันทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓.     เมื่อมีภัย เอาเป็นที่พำนักได้
๔.     เมื่อมีธุระ ช่วยออกทรัพย์ให้เกิดกว่าที่ออกปาก
ลักษณะมิตรร่วมสุขร่วมทุกข์
๑.      ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
๒.    ปกปิดความลับของเพื่อน ไม่ให้แพร่งพราย
๓.     ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
๔.     แม้ชีวิตก็สละแทนได้
ลักษณะมิตรแนะนำประโยชน์
๑.      ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
๒.    แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
๓.     ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔.     บอกทางสวรรค์ให้
ลักษณะมิตรมีความรักใคร่
๑.      ทุกข์ ทุกข์ด้วย
๒.    สุข สุขด้วย
๓.     โต้เถียง คนที่พูดติเตียนเพื่อน
๔.     รับรอง คนที่พูดสรรเสริญเพื่อน
อธิบาย  มิตรแท้ มีแต่จะนำความสุข ความเจริญ มาสู่เพื่อน ควรพิจารณาคบหา

สังคหวัตถุ ๔
๑.      ทาน  (ให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน)
๒.    ปิยวาจา  (เจรจาด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวาน)
๓.     อัตถจริยา  (ประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น)
๔.     สมานัตตตา  (ความเป็นผู้มีตนเสมอ ไม่ถือตัว)
อธิบาย  หลักแห่งการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน เรียกว่า สังคหวัตถุ เป็นธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้อื่นไว้ได้

สุขของคฤหัสถ์ ๔
๑.      สุขเกิดจากความมีทรัพย์
๒.    สุขเกิดจากการจ่ายทรัพย์บริโภค
๓.     สุขเกิดจากความไม่ต้องเป็นหนี้
๔.     สุขเกิดจากการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ
อธิบาย  ความสุขกาย สบายใจ ของคฤหัสถ์ หรือฆราวาส เรียกว่า สุขของคฤหัสถ์

ความปรารถนาที่สมหมายได้โดยยาก ๔
๑.      ขอสมบัติจงมีแก่เราโดยทางที่ชอบ
๒.    ขอยศจงมีแก่เรากับญาติพวกพ้อง
๓.     ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน
๔.     เมื่อสิ้นชีพแล้ว ขอเราจงไปเกิดในสวรรค์
อธิบาย  ความปรารถนาที่สมหมายได้ยาก คือ ลาภ ยศ อายุ สวรรค์ แต่อาจสมหมายได้ หากได้บำเพ็ญสัมปรายิกัตถประโยชน์

ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่นานไม่ได้เพราะสถาน ๔
๑.      ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
๒.    ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า
๓.     ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
๔.     ตั้งสตรี หรือบุรุษ ทุศีล ให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน
อธิบาย  ตระกูลอันมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติอาจต้องถึงกาลวิบัติ ด้วยสถาน ๔ นี้

ธรรมของฆราวาส หรือ ฆราวาสธรรม ๔
๑.      สัจจะ  (ซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน)
๒.    ทมะ  (รู้จักข่มจิตของตน ไม่เอาอารมณ์เป็นใหญ่)
๓.     ขันติ  (อดทนอดกลั้น)
๔.     จาคะ  (สละให้ปันสิ่งของของตน แก่ผู้ที่ควรให้ปัน)
อธิบาย  ธรรมสำหรับฆราวาสผู้ครองเรือน เรียกว่า ธรรมของฆราวาส หรือ ฆราวาสธรรม

ประโยชน์เกิดแต่การถือโภคทรัพย์ ๕
๑.      เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข
๒.    เลี้ยงเพื่อนฝูง ให้เป็นสุข
๓.     บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่าง ๆ
๔.     ทำพลี ๕ อย่าง คือ
๔.๑ ญาติพลี  (สงเคราะห์ญาติ)
๔.๒ อติถิพลี  (ต้อนรับแขก)
๔.๓ ปุพพเปตพลี  (ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย)
๔.๔ ราชพลี  (ถวายหลวง มีเสียภาษีอากร เป็นต้น)
๔.๕ เทวตาพลี  (ทำบุญอุทิศให้เทวดา)
        ๕. บริจาคทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ
อธิบาย  โภคทรัพย์ควรใช้ให้เกิดประโยชน์ใน ๕ สถานนี้

ศีล ๕
๑.      ปาณาติปาตา เวรมณี  (เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง)
๒.    อทินนาทานา เวรมณี  (เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ฯ)
๓.     กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี  (เว้นจากประพฤติผิดในกาม)
๔.     มุสาวาทา เวรมณี  (เว้นจากพูดเท็จ)
๕.     สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี  (เว้นจากดื่มสุรา และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท)
อธิบาย  เบญจศีล หรือ ศีล ๕ ได้แก่ ศีลของคฤหัสถ์ เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย

มิจฉาวณิชชา ๕
๑.      ค้าขายเครื่องประหาร
๒.    ค้าขายมนุษย์
๓.     ค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเป็นอาหาร
๔.     ค้าขายน้ำเมา
๕.     ค้าขายยาพิษ
อธิบาย  การค้าขายอันเป็นมิจฉาชีพของอุบาสก คือ ผิดวิธีการเลี้ยงชีวิต เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทรงสรรเสริญ

สมบัติของอุบาสก ๕
๑.      ประกอบด้วยศรัทธา
๒.    มีศีลบริสุทธิ์
๓.     ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล
๔.     ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา (เขตบุญ คือ พระอริยบุคคลทั้ง ๘ ได้แก่ ๑.โสดาปัตติมรรค ๒.สกทาคามิมรรค ๓.อนาคามิมรรค ๔.อรหัตตมรรค ๕.พระโสดาบัน ๖.พระสกทาคามี ๗.พระอนาคามี ๘.พระอรหันต์)
๕.     ทำบุญแต่ในพระพุทธศาสนา (มิได้ทรงห้ามทำบุญในศาสนาอื่น แต่ทรงให้ทำบุญในพุทธศาสนาก่อน)
อธิบาย  คุณสมบัติของอุบาสก อุบาสิกา ผู้นับถือพระพุทธศาสนา เรียกว่า สมบัติของอุบาสก

ทิศ ๖
๑.      ปุรัตถิมทิส  (ทิศเบื้องหน้า ได้แก่ มารดาบิดา)
๒.    ทักขิณทิส  (ทิศเบื้องขวา ได้แก่ ครูอาจารย์)
๓.     ปัจฉิมทิส  (ทิศเบื้องหลัง ได้แก่ บุตรภรรยา)
๔.     อุตตรทิส  (ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่ มิตร)
๕.     เหฏฐิมทิส  (ทิศเบื้องต่ำ ได้แก่ บ่าวไพร่)
๖.      อุปริมทิส  (ทิศเบื้องบน ได้แก่ สมณพราหมณ์)
อธิบาย  ขณะทรงบำเพ็ญพุทธกิจในแคว้นมคธ เช้าวันหนึ่งทรงเห็นมาณพผู้หนึ่งนาม สิงคาละ กำลังประนมมือนมัสการทิศทั้ง ๖ ตามคำสั่งเสียของบิดา จึงทรงตรัสว่าในพระพุทธศาสนาให้ไหว้ทิศ ๖ ด้วยการปฏิบัติตามที่ทรงแสดงไว้

(วิธีไหว้ทิศ ๖)
ทิศเบื้องหน้า  (มารดาบิดา)  กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑.      ท่านเลี้ยงเรามาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
๒.    ช่วยทำกิจของท่าน
๓.     ดำรงวงศ์สกุล
๔.     ประพฤติตนให้เป็นผู้ควรรับทรัพย์มรดก
๕.     เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน
มารดาบิดา พึงอนุเคราะห์กุลบุตร ๕
๑.      ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
๒.    ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓.     ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔.     หาคู่ครองที่สมควรให้
๕.     มอบทรัพย์ให้ในสมัย
ทิศเบื้องขวา  (ครูอาจารย์)  ศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑.      ด้วยลุกขึ้นยืนรับ
๒.    ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้
๓.     ด้วยเชื่อฟัง
๔.     ด้วยอุปัฏฐาก
๕.     ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ
ครูอาจารย์ พึงอนุเคราะห์ศิษย์ ๕
๑.      แนะนำดี
๒.    ให้เรียนดี
๓.     บอกศิลปวิทยาให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง
๔.     ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
๕.     ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย (จะไปทางไหนก็ปลอดภัย ไม่อดอยาก)
ทิศเบื้องหลัง  (ภรรยา)  สามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑.      ด้วยยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา
๒.    ด้วยไม่ดูหมิ่น
๓.     ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ
๔.     ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
๕.     ด้วยให้เครื่องแต่งตัว
ภรรยา พึงอนุเคราะห์สามี ๕
๑.      จัดการงานดี
๒.    สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี
๓.     ไม่ประพฤติล่วงใจสามี
๔.     รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
๕.     ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง
ทิศเบื้องซ้าย  (มิตรสหาย)  กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑.      ด้วยให้ปัน
๒.    ด้วยเจรจาถ้อยคำไพเราะ
๓.     ด้วยประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์
๔.     ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ (ไม่ถือตัว)
๕.     ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง (ซื่อสัตย์จริงใจต่อกัน)
มิตร พึงอนุเคราะห์กุลบุตร ๕
๑.      รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๒.    รักษาทรัพย์ของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓.     เมื่อมีภัย เอาเป็นที่พำนักได้
๔.     ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
๕.     นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร
ทิศเบื้องต่ำ  (บ่าวไพร่)  นายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑.      ด้วยจัดการงาน ให้ทำตามสมควรแก่กำลัง
๒.    ด้วยให้อาหาร และรางวัล
๓.     ด้วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้
๔.     ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน (ได้อะไรพิเศษมา ก็แบ่งปันให้)
๕.     ด้วยปล่อยในสมัย  (นอกจากวันหยุดธรรมดาแล้ว ควรให้หยุดเป็นพิเศษบ้าง)
บ่าวไพร่ พึงอนุเคราะห์นาย ๕
๑.      ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย
๒.    เลิกทำงานทีหลังนาย
๓.     ถือเอาแต่สิ่งของที่นายให้
๔.     ทำการงานให้ดีขึ้น
๕.     นำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ
ทิศเบื้องบน  (สมณพราหมณ์)  กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑.      ด้วยกายกรรม คือ ทำอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
๒.    ด้วยวจีกรรม คือ พูดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
๓.     ด้วยมโนกรรม คือ คิดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
๔.     ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู คือ มิได้ห้ามให้เข้าบ้านเรือน
๕.     ด้วยให้อามิสทาน
สมณพราหมณ์ พึงอนุเคราะห์กุลบุตร ๖
๑.      ห้ามไม่ให้ทำชั่ว
๒.    ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓.     อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม
๔.     ให้ได้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง
๕.     ทำสิ่งที่เคยได้ฟังแล้ว ให้แจ่มแจ้ง
๖.      บอกทางสวรรค์ให้
อธิบาย  การนมัสการ(ไหว้) ทิศทั้ง ๖ เพื่อความเป็นสิริมงคล ก็ด้วยการปฏิบัติดังที่ทรงแสดงไว้

อบายมุข ๖
๑.      ดื่มน้ำเมา
๒.    เที่ยวกลางคืน
๓.     เที่ยวดูการเล่น
๔.     เล่นการพนัน
๕.     คบคนชั่วเป็นมิตร
๖.      เกียจคร้านทำการงาน
อธิบาย  ปากทางแห่งความฉิบหาย หรือเหตุที่ทำให้โภคทรัพย์ฉิบหาย โดยย่อมี ๔ โดยพิสดารมี ๖

โทษของการดื่มน้ำเมา ๖
๑.      เสียทรัพย์
๒.    ก่อการทะเลาะวิวาท
๓.     เกิดโรค
๔.     ถูกติเตียน
๕.     ไม่รู้จักอาย
๖.      ทอนกำลังปัญญา
โทษของการเที่ยวกลางคืน ๖
๑.      ชื่อว่าไม่รักษาตัว
๒.    ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย
๓.     ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
๔.     เป็นที่ระแวงของคนอื่น
๕.     มักถูกใส่ความ
๖.      ได้รับความลำบากมาก
โทษของการเที่ยวดูการเล่น ๖
๑.      รำที่ไหน  ไปที่นั่น
๒.    ขับร้องที่ไหน  ไปที่นั่น
๓.     ดีดสีตีเป่าที่ไหน  ไปที่นั่น
๔.     เสภาที่ไหน  ไปที่นั่น
๕.     เพลงที่ไหน  ไปที่นั่น
๖.      เถิดเทิงที่ไหน  ไปที่นั่น
โทษของการเล่นการพนัน ๖
๑.      เมื่อชนะ ย่อมก่อเวร
๒.    เมื่อแพ้ ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
๓.     ทรัพย์ย่อมฉิบหาย
๔.     ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ
๕.     เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน
๖.      ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย
โทษของการคบคนชั่วเป็นมิตร ๖
๑.      นำให้เป็นนักเลงเล่นการพนัน
๒.    นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
๓.     นำให้เป็นนักเลงเหล้า
๔.     นำให้ลวงเขาด้วยของปลอม
๕.     นำให้ลวงเขาซึ่งหน้า
๖.      นำให้เป็นนักเลงหัวไม้
โทษของความเกียจคร้านทำการงาน ๖
๑.      มักอ้างว่าหนาวนัก  แล้วไม่ทำงาน
๒.    มักอ้างว่าร้อนนัก  แล้วไม่ทำงาน
๓.     มักอ้างว่าเวลาเย็นแล้ว  แล้วไม่ทำงาน
๔.     มักอ้างว่ายังเช้าอยู่  แล้วไม่ทำงาน
๕.     มักอ้างว่าหิวนัก  แล้วไม่ทำงาน
๖.      มักอ้างว่ากระหายนัก  แล้วไม่ทำงาน
                                                                                                                    

                                                              ----------- จบวิชาธรรม และคิหิปฏิบัติ -----------
วิชาพุทธประวัติ (และศาสนพิธี)
บทนิเทศ
การศึกษาพุทธประวัติ
คติในการศึกษา
๑.      ทางตำนาน ให้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของพระพุทธเจ้า
๒.    ทางอภินิหาร ให้ได้เห็นวิธีการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าตามอุปนิสัยของบุคคล และทราบถึงความอัศจรรย์แห่งพุทธานุภาพ ให้เกิดความเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น
๓.     ทางธรรมปฏิบัติ ให้ทราบข้อปฏิบัติ และเหตุผลที่เป็นจริง โดยละเอียด ถ่องแท้

การศึกษาพุทธประวัติ มีประโยชน์อย่างไร
        ให้ได้ประโยชน์คือ เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ และน้อมนำไปสู่การปฏิบัติธรรม เพื่อยังประโยชน์สุขแก่ตนและผู้อื่น

พุทธประวัติสำคัญอย่างไรจึงต้องเรียนรู้
๑.      ในด้านการศึกษา  ได้ทราบความเป็นมาของพระพุทธเจ้า เฉกเช่นความเป็นมาของชาติตน  
๒.    ในด้านการปฏิบัติ  ให้ทราบแนวทางการดำเนินชีวิตตามพุทธจริยา เป็นปฏิปทานำความสุขความเจริญมาสู่ผู้ปฏิบัติ

วิภาคที่ ๑  ปุริมกาล
ปริเฉทที่ ๑  ชมพูทวีป และประชาชน
แผ่นดินอินเดีย
        เมื่อหลายพันปีก่อน ดินแดนซึ่งเป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน เดิมเรียกว่า ชมพูทวีป โดยประชาชนในดินแดนแถบนี้ แต่เดิมเป็นชนผิวดำเร่ร่อน อาศัยการล่าสัตว์จับปลาเป็นอาหาร ใช้อาวุธที่ทำด้วยหินมีคม ได้แก่ พวกโกลาเรียน (KOLA RIANS) และพวกตูเรเนียน (TURANIANS)  และในยุคต่อมาก็มีพวกดราวิเดียน (DRAVIDIANS) หรือพวกมิลักขะ ซึ่งมีความเจริญกว่าเข้ามาแทนที่  จนต่อมาได้มีพวกอารยัน หรืออริยกะ ซึ่งเจริญกว่าพวกมิลักขะ และมีรูปแบบการใช้อาวุธที่เหนือกว่า เข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ แล้วจับพวกมิลักขะ เป็นเชลย หรือทัสยุ(ทาส)

การแบ่งเขต
        หลังจากพวกอริยกะเข้ามาครอบครองได้แล้ว ดินแดนชมพูทวีปก็ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ
๑.       มัชฌิมชนบท (ประเทศแถบภาคกลาง)
๒.     ปัจจันตชนบท หรือปัจจันตประเทศ (ประเทศแถบชายแดน)
โดยแบ่งออกเป็น ๑๖ รัฐ หรือ ๑๖ แคว้น

อาณาเขตของมัชฌิมชนบท
๑.       ทิศบูรพา (ตะวันออก) ภายในแต่เมืองเบงคอลเข้ามา
๒.     ทิศทักษิณ (ใต้) ภายในแต่เมืองเดกกันเข้ามา
๓.      ทิศปัจจิม (ตะวันตก) ภายในแต่เมืองบอมเบย์(มุมไบ)เข้ามา
๔.      ทิศอุดร (เหนือ) ภายในแต่ประเทศเนปาลเข้ามา

ระบอบการปกครอง
        ปกครองแตกต่างกันไป บางอาณาจักรปกครองแบบมหาราช บางแห่งเป็นเพียงราชาบ้าง บางแห่งเป็นแบบทรงอำนาจสิทธิ์ขาด(สมบูรณาญาสิทธิราชย์) บางแห่งปกครองแบบสามัคคีธรรม

การแบ่งชั้นวรรณะ
        ประชาชนในสมัยนั้นถูกแบ่งเป็น ๔ วรรณะหลัก ๆ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร

หน้าที่ หรืออาชีพ
๑.       วรรณะกษัตริย์ เป็นพวกชนชั้นสูง ทำหน้าที่ปกครอง สู้รบกับข้าศึกทั้งในและนอกอาณาจักร ได้แก่ พวกเจ้า
๒.     วรรณะพราหมณ์ เป็นพวกชนชั้นสูงเช่นกัน ทำหน้าที่สั่งสอน ประกอบพิธีกรรม ทั้งที่เป็นนักบวช และคฤหัสถ์
๓.      วรรณะแพศย์ เป็นชนชั้นสามัญ ทำหน้าที่กสิกรรม ทำนาค้าขาย ได้แก่ พลเมืองทั่วไป
๔.      วรรณะศูทร เป็นชนชั้นต่ำ ทำหน้าที่กรรมกร ใช้แรงงาน ได้แก่ พวกทัสยุ(ทาส) หรือพวกมิลักขะเดิมนั่นเอง
ทั้ง ๔ วรรณะนี้ จะสมสู่แต่งงานต่างวรรณะกันไม่ได้ หากสมสู่ต่างวรรณะกัน บุตรที่เกิดมาจะถูกจัดเป็นอีกพวกหนึ่ง เรียกว่า จัณฑาล จัดเป็นพวกเลวทราม เป็นที่รังเกียจของวรรณะทั้ง ๔

การศึกษา
        วรรณะ ๓ ชั้นแรกเท่านั้น คือ กษัตริย์ พราหมณ์ และแพศย์ ที่ได้รับการศึกษา ส่วนพวกศูทร ไม่ได้รับการศึกษาใด ๆ เลย โดยการศึกษาจะแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ ฝ่ายสามัญศึกษา(๑) จะเรียนวิชาอักษรศาสตร์ เมื่อจบแล้วจะถูกส่งไปเรียนวิชาฝ่ายวิสามัญศึกษา (๒) คือ วิชาเฉพาะตามแต่หน้าที่ในวรรณะของตน เช่น พวกกษัตริย์เรียนวิชายุทธวิธี การฝึกฝนจิตใจให้กล้าแกร่ง พวกพราหมณ์เรียนวิชาไตรเพท(พระเวททั้ง ๓ หรือคัมภีร์ทั้ง ๓) และเพทางค์(คู่มือประกอบการศึกษาพระเวททั้ง ๓)

ทิฐิ ความเห็น
        ประชาชนในสมัยนั้น ให้ความสนใจในวิชาธรรมกันมาก และมีความเห็นเรื่องการเกิด การตาย ต่างกันดังนี้
๑.   ถือว่าตายแล้วเกิด
๒.  ถือว่าตายแล้วสูญ
พวกที่เห็นว่าตายแล้วเกิด ก็แตกออกเป็นอีก ๒ อย่าง คือ
๑.   เกิดเป็นอะไร ก็เป็นอยู่อย่างนั้น เช่น ชาตินี้เป็นคน ชาติหน้าก็เป็นคนอีก
๒.  เกิดจุติแปรผัน เช่น ชาตินี้เป็นคน ชาติหน้าอาจเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
ส่วนพวกที่เห็นว่า ตายแล้วสูญ ก็แตกออกเป็น ๒ พวก คือ
๑.   สูญโดยประการทั้งปวง
๒.  สูญเพียงบางสิ่ง
และสำหรับพวกที่เห็นว่า ตายแล้วสูญ นี้ มีความเห็นเรื่องสุข ทุกข์ ต่างกัน คือ
๑.   สุข ทุกข์ เกิดได้เอง ไม่มีเหตุปัจจัย
๒.  สุข ทุกข์ มีเหตุมีปัจจัย
และพวกที่เห็นว่า สุข ทุกข์ มีเหตุปัจจัย ก็แตกออกเป็นอีก ๒ อย่าง คือ
๑.       มีเหตุปัจจัยภายนอก เช่น เทวดาดลบันดาล
๒.     มีเหตุปัจจัยภายใน เช่น ตัวกรรม
           การที่ทิฐิ ความเห็น ของผู้คนแตกแยกแบ่งออกไปมากมายเช่นนี้ เกิดจากมีคณาจารย์เจ้าลัทธิต่าง ๆ มากมาย พวกที่เห็นว่าตายแล้วเกิด ก็มุ่งไปเกิดในสวรรค์ พวกเห็นว่าตายแล้วสูญ ก็มุ่งให้อยู่รอดเฉพาะชาตินี้ พวกเห็นว่าสุข ทุกข์ ไม่มีเหตุปัจจัย ก็ไม่ทำการงานอะไร คอยแต่เสี่ยงโชค พวกเห็นว่าสุข ทุกข์ มีเหตุปัจจัยภายนอก เช่น เทวดา ก็เอาแต่บวงสรวงเทวดาให้ตนมีความสุข พวกเห็นว่าสุข ทุกข์ มีเหตุปัจจัยภายใน เช่น กรรม ก็มุ่งทำแต่กรรมที่เป็นเหตุแห่งสุข  อนึ่งในสมัยนั้น การสั่งสอนธรรม ถือเป็นเรื่องที่มีเกียรติ์ และได้รับการยกย่องอย่างสูง จึงปรากฏว่ามีผู้ยอมสละราชสมบัติออกประพฤติพรต บำเพ็ญเพียร เพื่อสั่งสอนธรรม กันอย่างมากมาย
ลัทธิ หรือศาสนาพื้นเมือง
        ศาสนาดั้งเดิม หรือศาสนาพื้นเมือง ก็คือ ศาสนาพราหมณ์ นั่นเอง ซึ่งมีความเชื่อว่า โลกธาตุเกิดจากเทวดาสร้าง และธาตุต่าง ๆ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม มีเทวดาประจำอยู่ จึงมีประเพณีเซ่นสรวงเทวดา หรือประพฤติตบะด้วยการทรมานตน หรือวิธีอัตตกิลมถานุโยค

ปริเฉทที่ ๒  สักกชนบท และศากยวงศ์
สักกชนบท
        สักกชนบท เดิมเป็นดงไม้สักกะ อยู่ตรงข้ามภูเขาหิมพานต์ ตอนเหนือของชมพูทวีป ซึ่งเป็นแคว้น หรือรัฐ ๆ หนึ่งในชมพูทวีป แต่คงเป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ เท่านั้น เพราะไม่ปรากฏชื่อเป็นหนึ่งใน ๑๖ รัฐใหญ่ตามบาลีอุโบสถสูตรแต่อย่างใด

ศากยวงศ์
        มีตำนานเล่าว่า เดิมทีในสักกชนบท พระเจ้าโอกกากราช ครองราชย์อยู่ ณ นครแห่งหนึ่ง โดยมีพระโอรส ๔ พระธิดา ๕  รวม ๙ พระองค์ หลังจากพระมเหสีองค์เดิมสวรรคต จึงทรงได้มเหสีองค์ใหม่ และประสูติพระโอรสอีก ๑ องค์ พระนางฯ จึงทูลขอราชสมบัติให้พระโอรสของพระนางฯ พระองค์จึงรับสั่งให้พระโอรส และพระธิดาที่ประสูติจากมเหสีองค์เดิม ออกไปตั้งพระนครใหม่ ในบริเวณดงไม้สักกะ ตรงข้ามเขาหิมพานต์ ได้นามพระนครว่า กบิลพัสดุ์ ซึ่งตั้งชื่อตามที่ตั้งอันเป็นเขตที่อยู่ของกบิลดาบส โดยพระโอรส ๔ องค์ ได้สมรสกับพระธิดาอีก ๔ องค์นั้น (สมสู่กันเอง) เหลือเพียงพระธิดาอีก ๑ องค์ (ซึ่งได้เป็นมเหสีของกษัตริย์กรุงเทวทหะ) และเกิดราชวงศ์ใหม่ ชื่อว่า ศากยวงศ์ โดยสันนิษฐานว่าที่ได้ชื่อนี้เพราะ
๑.       เพราะตั้งชื่อตามอาณาจักร ซึ่งก็คือ สักกชนบท     
๒.     เพราะความสามารถของพระโอรส และพระธิดารวม ๘ พระองค์นั้น ซึ่งพระบิดา(พระเจ้าโอกกากราช) ตรัสชมว่า เป็นผู้อาจ ซึ่งแปลตามภาษาบาลีว่า สักกะ และภาษาสันสกฤตว่า ศากยะ

สักกชนบทแบ่งเป็นหลายพระนคร
        สักกชนบทแบ่งเป็นหลายพระนครด้วยกัน แต่ที่ปรากฏชัดมีเพียง ๓ พระนคร คือ
๑.       นครเดิมของพระเจ้าโอกกากราช
๒.     นครกบิลพัสดุ์
๓.      นครเทวทหะ

ระบอบการปกครอง

        สันนิษฐานว่าใช้ระบอบสามัคคีธรรม คือไม่มีกษัตริย์องค์ใดมีอำนาจสิทธิ์ขาด เทียบได้กับแคว้นวัชชี และมัลละในสมัยเดียวกัน

No comments:

Post a Comment