Saturday, April 26, 2014

อายตนะภายใน ๖

อาหารเสริม ราคาถูกมาก ---โฆษณาไม่เกี่ยวกับเนื้อหา


อายตนะภายใน ๖
๑.      จักขุ  (ตา)
๒.    โสตะ  (หู)
๓.     ฆานะ  (จมูก)
๔.     ชิวหา  (ลิ้น)
๕.     กายะ  (กาย)
๖.      มนะ  (ใจ)
อธิบาย  อายตนะภายใน สำหรับติดต่อกับ อายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น เป็นต้น

อายตนะภายนอก ๖
๑.      รูปะ  (รูป)
๒.    สัททะ  (เสียง)
๓.     คันธะ  (กลิ่น)
๔.     รสะ  (รส)
๕.     โผฏฐัพพะ  (กายสัมผัส)
๖.      ธรรมารมณ์  (เรื่องราว หรืออารมณ์ที่เกิดกับใจ)
อธิบาย  อายตนะภายนอก สำหรับติดต่อกับ อายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก เป็นต้น 

วิญญาณ ๖
๑.      จักขุวิญญาณ  (ความรู้สึกทางตา)
๒.    โสตวิญญาณ  (ความรู้สึกทางหู)
๓.     ฆานวิญญาณ  (ความรู้สึกทางจมูก)
๔.     ชิวหาวิญญาณ  (ความรู้สึกทางลิ้น)
๕.     กายวิญญาณ  (ความรู้สึกทางกาย)
๖.      มโนวิญญาณ  (ความรู้สึกทางใจ)
อธิบาย  ความรู้สึกทางอายตนะ เรียกว่า วิญญาณ เรียกชื่อตาม อายตนะภายในทั้ง ๖

สัมผัส ๖
๑.      จักขุสัมผัส  (สัมผัสทางตา)
๒.    โสตสัมผัส  (สัมผัสทางหู)
๓.     ฆานสัมผัส  (สัมผัสทางจมูก)
๔.     ชิวหาสัมผัส  (สัมผัสทางลิ้น)
๕.     กายสัมผัส  (สัมผัสทางกาย)
๖.      มโนสัมผัส  (สัมผัสทางใจ)
อธิบาย  ลักษณะการกระทบกันระหว่างอายตนะภายใน และอายตนะภายนอก เรียกว่า สัมผัส จำแนกตาม อายตนะภายใน

เวทนา ๖
๑.      จักขุสัมผัสสชาเวทนา  (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางตา)
๒.    โสตสัมผัสสชาเวทนา  (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางหู)
๓.     ฆานสัมผัสสชาเวทนา  (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางจมูก)
๔.     ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา  (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางลิ้น)
๕.     กายสัมผัสสชาเวทนา  (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางกาย)
๖.      มโนสัมผัสสชาเวทนา  (เวทนาเกิดจากสัมผัสทางใจ)
อธิบาย  ความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เรียกว่า เวทนา จำแนกตาม อายตนะภายใน

ธาตุ ๖
๑.      ปฐวีธาตุ  (ธาตุดิน)
๒.    อาโปธาตุ  (ธาตุน้ำ)
๓.     เตโชธาตุ  (ธาตุไฟ)
๔.     วาโยธาตุ  (ธาตุลม)
๕.     อากาสธาตุ  (ธาตุอากาศ คือ ช่องว่างภายในร่างกาย เช่น ช่องหู ช่องจมูก)
๖.      วิญญาณธาตุ  (ธาตุวิญญาณ หรือธาตุรู้ มีอยู่ในมนุษย์และสัตว์ เป็นตัวควบคุมธาตุทั้ง ๕ ให้ดำรงอยู่ได้)
อธิบาย  การพิจารณาร่างกายตน ให้เห็นตามความจริงว่าประกอบด้วยธาตุ ๖ ประชุมรวมตัวกัน มิใช่เรา มิใช่ของเรา

(ภิกขุ)อปริหานิยธรรม ๗
๑.      หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
๒.    เมื่อประชุม ก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
๓.     ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่ถอนสิ่งที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาในสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้
๔.     ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ เป็นประธานในสงฆ์ พึงเคารพ นับถือ เชื่อฟังท่าน
๕.     ไม่ลุแก่อำนาจความอยากที่เกิดขึ้น
๖.      ยินดีในเสนาสนะป่า
๗.     ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรผู้มีศีล ที่ยังไม่มาสู่อาวาส ก็ขอให้มา ที่มาแล้ว ก็ขอให้อยู่เป็นสุข
อธิบาย  ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม คือเป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว เรียกตามพระสูตรว่า ภิกขุอปริหานิยธรรม

อริยทรัพย์ ๗
๑.      สัทธา  (เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ)
๒.    สีล  (รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย)
๓.     หิริ  (ละอายต่อบาป)
๔.     โอตตัปปะ  (เกรงกลัว หรือสะดุ้งกลัวต่อความชั่ว)
๕.     พาหุสัจจะ  (ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก)
๖.      จาคะ  (สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน)
๗.     ปัญญา  (รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์)

อธิบาย  ทรัพย์อันประเสริฐ คือ คุณธรรมที่ติดตัวอยู่ในจิตในใจ ผู้มีอริยทรัพย์ ได้ชื่อว่า ไม่ยากจน ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกโจรลัก หรือไฟไหม้  เป็นทรัพย์ (บุญกุศล) ที่นำติดตัวไปในภพหน้าได้ 

No comments:

Post a Comment