โฆษณา -- (อาหารเสริม ราคา) --ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา blog
ความไม่ประมาท ๔
๑.
ในการละกายทุจริต
ประพฤติกายสุจริต
๒.
ในการละวจีทุจริต
ประพฤติวจีสุจริต
๓.
ในการละมโนทุจริต
ประพฤติมโนสุจริต
๔.
ในการละความเห็นผิด
ทำความเห็นให้ถูก
ความไม่ประมาทอีก ๔
๑.
ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
๒.
ระวังใจไม่ให้ขัดเคืองในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
๓.
ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง
๔.
ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา
อธิบาย ความไม่อยู่โดยปราศจากสติ เรียกว่า
ความไม่ประมาท แบ่งเป็น ๒ ส่วน ๘ ประการ
ปาริสุทธิศีล ๔
๑.
ปาติโมกขสังวร (สำรวมในพระปาติโมกข์)
๒.
อินทรียสังวร (สำรวมอินทรีย์ ๖)
๓.
อาชีวปาริสุทธิ (เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ)
๔.
ปัจจยปัจจเวกขณะ (พิจารณาปัจจัยก่อนบริโภค)
อธิบาย ข้อปฏิบัติที่ทำให้ศีลบริสุทธิ์ เรียกว่า
ปาริสุทธิศีล
อารักขกัมมัฏฐาน ๔
๑.
พุทธานุสสติ (ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า)
๒.
เมตตา (แผ่ไมตรีจิตแก่สัตว์ทั้งปวง)
๓.
อสุภะ (พิจารณาร่างกายตนให้เห็นว่าไม่งาม)
๔.
มรณัสสติ (นึกถึงความตายอันจักมีแก่ตน)
อธิบาย การเจริญธรรมอันเป็นเครื่องรักษาใจ เรียกว่า อารักขกัมมัฏฐาน
พรหมวิหาร ๔
๑.
เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาให้เป็นสุข)
๒.
กรุณา (ความสงสาร อยากช่วยให้พ้นทุกข์)
๓.
มุทิตา (ความพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี)
๔.
อุเบกขา (ความวางเฉย เมื่อเห็นผู้อื่นวิบัติ)
อธิบาย ธรรมประจำตัวของผู้ใหญ่ หรือผู้เป็นผู้ใหญ่
เช่น เจ้านาย ครูอาจารย์ เรียกว่า พรหมวิหารธรรม
สติปัฏฐาน ๔
๑.
กายานุปัสสนา (ตั้งสติพิจารณากาย)
๒.
เวทนานุปัสสนา (ตั้งสติพิจารณาเวทนา)
๓.
จิตตานุปัสสนา (ตั้งสติพิจารณาจิต)
๔.
ธัมมานุปัสสนา (ตั้งสติพิจารณาธรรม)
อธิบาย การตั้งสติพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม
เป็นอารมณ์ ให้เห็นตามความเป็นจริง มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เรียกว่า
การเจริญสติปัฏฐาน
ธาตุกัมมัฏฐาน ๔
๑.
ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน ประกอบด้วย ๑๙ อย่าง อาทิ ผม ขน เล็บ
ฟัน หนัง ฯลฯ)
๒.
อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ ประกอบด้วย ๑๒ อย่าง อาทิ ดี เสลด
หนอง เลือด เหงื่อ ฯลฯ)
๓.
เตโชธาตุ (ธาตุไฟ ประกอบด้วย ๔ อย่าง คือ
ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟที่ยังกายให้กระวนกระวาย
ไฟที่เผาผลาญอาหารให้ย่อย)
๔.
วาโยธาตุ (ธาตุลม ประกอบด้วย ๖ อย่าง คือ
ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในช่องท้อง ลมในลำไส้ ลมพัดไปตามตัว
ลมหายใจ)
อธิบาย การพิจารณาร่างกายตนให้เห็นเป็นเพียงธาตุ ๔
รวมตัวกัน มิใช่เรา มิใช่ของเรา เรียกว่า การเจริญธาตุกัมมัฏฐาน โดยที่ธาตุดิน
มีลักษณะแข้นแข็ง, ธาตุน้ำ มีลักษณะเอิบอาบ ธาตุดินรวมกับธาตุน้ำ เป็น ๓๑
เพิ่มมันสมองอีก ๑ รวมเป็นอาการ ๓๒, ธาตุไฟ มีลักษณะร้อน และธาตุลม มีลักษณะพัดไปมา
อริยสัจ ๔
๑.
ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
๒.
สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ประกอบด้วย
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
๓.
นิโรธ คือ ความดับทุกข์
๔.
มรรค คือ ทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ ประกอบด้วยองค์
๘
อธิบาย ความจริงอันประเสริฐทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
เรียกว่า อริยสัจ
อนันตริยกรรม ๕
๑.
มาตุฆาต (ฆ่ามารดา)
๒.
ปิตุฆาต (ฆ่าบิดา)
๓.
อรหันตฆาต (ฆ่าพระอรหันต์)
๔.
โลหิตุปบาท (ทำร้ายพระพุทธเจ้า จนยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป)
๕.
สังฆเภท (ยังสงฆ์ให้แตกกัน)
อธิบาย กรรมหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน เรียกว่า
อนันตริยกรรม ผู้ใดกระทำ ได้ชื่อว่า “ผู้พ่ายแพ้”
ตามคติทางพระพุทธศาสนา ห้ามกระทำเป็นเด็ดขาด (อีกทั้งยังเป็น วัตถุวิบัติ
ขาดคุณสมบัติไม่สามารถบวชได้)
อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
๑.
เรามีความแก่เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
๒.
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
๓.
เรามีความตายเป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔.
เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
๕.
เรามีกรรมเป็นของของตน
ทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว
อธิบาย ธรรมที่ควรพิจารณาเนือง ๆ คือ พิจารณาทุกวัน ๆ
เรียกว่า อภิณหปัจจเวกขณ์
เวสารัชชกรณธรรม ๕
๑.
สัทธา (เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ)
๒.
สีล (รักษา กาย วาจา ให้เรียบร้อย)
๓.
พาหุสัจจะ (ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมามาก)
๔.
วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร)
๕.
ปัญญา (รอบรู้สิ่งที่ควรรู้)
อธิบาย ธรรมอันทำให้กล้าหาญ เรียกว่า เวสารัชชกรณธรรม
องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕
๑.
สำรวมในพระปาติโมกข์
๒.
สำรวมอินทรีย์
๓.
ความเป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา
๔.
อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
๕.
มีความเห็นชอบ
อธิบาย ข้อปฏิบัติของนวกภิกษุ หรือภิกษุผู้บวชใหม่
ยังไม่เกิน ๕ พรรษา เรียกว่า องค์แห่งภิกษุใหม่
องค์แห่งธรรมกถึก
(พระนักเทศน์) ๕
๑.
แสดงธรรมไปโดยลำดับ
ไม่ตัดลัดให้ขาดความ
๒.
อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ
๓.
ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง
๔.
ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ
๕.
ไม่แสดงธรรมกระทบตน
และผู้อื่น
อธิบาย คุณสมบัติของพระธรรมกถึก หรือพระนักเทศน์
เรียกว่า องค์แห่งธรรมกถึก
อานิสงส์แห่งการฟังธรรม
๕
๑.
ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง
๒.
สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว
แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด
๓.
บรรเทาความสงสัยเสียได้
๔.
ทำความเห็นให้ถูกต้องได้
๕.
จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส
อธิบาย ผลดี หรือประโยชน์ของการฟังธรรม เรียกว่า
อานิสงส์แห่งการฟังธรรม
พละ ๕
๑. สัทธา (ความเชื่อ ข้าศึก คือ ความไม่เชื่อ)
๑. สัทธา (ความเชื่อ ข้าศึก คือ ความไม่เชื่อ)
๒.
วีริยะ (ความเพียร ข้าศึก คือ
ความเกียจคร้าน)
๓. สติ
(ความระลึกได้ ข้าศึก คือ ความเผลอสติ)
๔. สมาธิ
(ความตั้งใจมั่น ข้าศึก คือ ความฟุ้งซ่าน)
๕. ปัญญา
(ความรอบรู้ ข้าศึก คือ ความไม่รู้ หรือ อวิชชา)
อธิบาย ธรรมอันเป็นกำลังในการต่อสู้ข้าศึก
(ทำหน้าที่บำราบ) เรียกว่า พละ (ธรรมอันเดียวกันนี้ เมื่อทำหน้าที่บำรุง
เสมือนโอสถ เรียกว่า อินทรีย์ ๕)
นิวรณ์ ๕
๑.
กามฉันทะ (ความพอใจรักใคร่ ในอารมณ์ที่ชอบใจ)
๒.
พยาบาท (ปองร้ายผู้อื่น)
๓. ถีนมิทธะ (ความที่จิตหดหู่ และเคลิบเคลิ้ม)
๔.
อุทธัจจกุกกุจจะ (ฟุ้งซ่าน และรำคาญ)
๕.
วิจิกิจฉา (ลังเลไม่ตกลงได้)
อธิบาย อกุศลธรรมที่ปิดกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี
เรียกว่า นิวรณ์ (จัดเป็นกิเลสอย่างกลาง)
ขันธ์ ๕
๑.
รูป (กองรูป คือ ธาตุทั้ง ๔ ประชุมรวมกันเป็นกาย)
๒.
เวทนา (กองเวทนา คือ ความรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์
และอุเบกขา คือ ไม่สุขไม่ทุกข์)
๓.
สัญญา (กองสัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ คือ
จดจำอายตนะภายนอกทั้ง ๖ ได้)
๔.
สังขาร (กองสังขาร คือ จิตตสังขาร ได้แก่
ความคิดปรุงแต่งจิต ส่วนดี เรียกว่า กุศล ส่วนไม่ดี เรียกว่า อกุศล ส่วนกลาง ๆ
ไม่ดีไม่ชั่ว เรียกว่า อัพยากฤต)
๕.
วิญญาณ (กองวิญญาณ คือ
ความรู้สึกเมื่ออายตนะภายในกระทบกับอายตนะภายนอก เช่น เมื่อตาเห็นรูป)
อธิบาย กายกับใจ แบ่งออกเป็น ๕ กอง เรียกว่า เบญจขันธ์
หรือขันธ์ ๕
คารวะ ๖
๑.
พุทธคารวะ (ความเคารพในพระพุทธเจ้า)
๒.
ธัมมคารวะ (ความเคารพในพระธรรม)
๓.
สังฆคารวะ (ความเคารพในพระสงฆ์)
๔.
สิกขาคารวะ (ความเคารพในการศึกษา คือ เคารพในไตรสิกขา
ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา)
๕.
อัปปมาทคารวะ (ความเคารพในความไม่ประมาท คือ ละอกุศลทุจริต
และประพฤติกุศลสุจริต)
๖.
ปฏิสันถารคารวะ (ความเคารพในปฏิสันถาร หรือการต้อนรับ
ประกอบด้วย อามิสปฏิสันถาร คือ ต้อนรับด้วยสิ่งของ และธัมมปฏิสันถาร คือ
ต้อนรับด้วยธรรม)
อธิบาย ความเคารพ ในภาษาบาลี เรียกว่า คารวะ
สารณียธรรม ๖
๑.
เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
๒.
เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
๓.
เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา
ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
๔.
แบ่งปันลาภที่ได้มาโดยชอบ
แก่เพื่อนภิกษุสามเณร
๕.
รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณร
๖.
มีความเห็นร่วมกันกับเพื่อนภิกษุสามเณร
ไม่วิวาทกับใคร ๆ
อธิบาย ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เรียกว่า
สารณียธรรม
No comments:
Post a Comment